สาร GM-1 จากมังคุด

garcinia

จุดเริ่มต้นของ OPERATION “BIM” เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1971 เมื่อคณะนักวิจัยในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้รับคำแนะนำจากนักการภารโรง (นายเขียว พัฒจรินทร์) ว่าเปลือกมังคุดฝนกับน้ำปูนใสสามารถใช้ทาแผลทำให้แผลแห้งและหายอย่างรวดเร็ว คณะนักวิจัยจึงเริ่มศึกษาความเป็นไปได้ในการแยกสารที่ออกฤทธิ์จากเปลือกมังคุด ซึ่งหากเป็นประโยชน์ก็จะเป็นวิธีการกำจัดขยะจากเปลือกมังคุด ด้วยเหตุนี้การวิจัยเกี่ยวกับมังคุดตามหลักวิทยาศาสตร์สากลในลักษณะของความร่วมมือของนักวิจัยสหสาขาวิชาการ จึงเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของโลกและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 8 ปี

ก่อนจะสรุปได้ว่า สารจากมังคุดที่มีประสิทธิภาพสูงสุดคือสาร GM-1 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงในการยับยั้งการเจริญ และฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ดื้อต่อยาปฏิชีวนะ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและระงับปวดในสัตว์ทดลอง โดยมีความแรงของฤทธิ์เป็น 3 เท่าของแอสไพริน ลดอาการแพ้และแก้ปวดในหนูทดลอง ต้านอนุมูลอิสระได้ดี สมานผิวได้อย่างรวดเร็ว และฆ่าเซลล์มะเร็งในหลอดทดลองได้ และจากการทดสอบความปลอดภัยพบว่า สาร GM-1 เป็นสารที่มีความปลอดภัยสูงและปลอดภัยกว่าสารธรรมชาติที่ให้รสเปรี้ยว (citric acid) ในมะนาวและส้มถึง 5 เท่า

จากข้อจำกัดทางด้านเงินทุนและกฏเกณฑ์ที่ถูกกำหนดขึ้นในประเทศที่พัฒนาแล้วที่ใช้ใน World Health Organization ทำให้การพัฒนา GM-1 ไปใช้เป็นองค์ประกอบของยาแผนปัจจุบันเป็นไปได้น้อยมาก คณะวิจัยจึงได้แต่เพียงนำ GM-1 เสริมกับสารสกัดจากธรรมชาติอื่นๆ เป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอางสำหรับผู้มีปัญหาสภาพผิวเรื้อรังจากสิวและอาการแพ้ จากการร่วมวิจัยพัฒนาและทดสอบกับบริษัท Henkel KGa ของประเทศเยอรมัน จึงได้มีการผลิตสบู่ เจลล้างหน้า ครีมบำรุง ครีมกันแดด ครีมอาบน้ำ ครีมสิวที่มีประสิทธิภาพสูงซึ่งมีส่วนประกอบสำคัญคือ สารสกัดจากเปลือกมังคุด GM-1 ออกสู่ตลาดเป็นครั้งแรกของโลก โดยไม่มีส่วนผสมของ Tannin ในเปลือกมังคุด อันอาจทำให้ผิวคล้ำได้อยู่ด้วย

ภาพการทำงานของ BIM ที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันร่างกาย
ป้องกันและยับยั้งเชื้อ H1N1

 

ผลงานวิจัยของคณะนักวิจัยไทยได้รับการเผยแพร่ทั้งในสื่อภายในประเทศและพิมพ์เผยแพร่ในวารสารทางวิชาการทั่วโลก ก่อให้เกิดการวิจัยตามมาจากนักวิจัยหลายคณะซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักวิจัยไทย ในค.ศ. 2003 บริษัทอเมริกันบริษัทหนึ่งได้นำผลงานวิจัยเหล่านี้ไปใช้ในการระบุประสิทธิภาพของน้ำมังคุดที่จำหน่ายในอเมริกาและยายออกไปทั่วโลก เกิดการสร้างรายได้ (โดยการจำหน่ายในระบบขายตรงหลายชั้น) 40,000 ล้านบาทในเวลา 2 ปี ทำให้เกิดการแข่งขันในการผลิตและจำหน่ายอย่างกว้างขวาง แต่ทว่าผลิตภัณฑ์น้ำมังคุดเหล่านี้ล้วนมีสีน้ำตาลเข้มเพราะใช้เปลือกมังคุดผสม

ในเชิงวิทยาศาสตร์การผลิตลักษณะนี้เป็นการผลิตที่ง่ายเกินไปและไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เพราะเปลือกมังคุดไม่ใช่ของบริโภคแต่ทิ้งเป็นขยะ จะใช้ต้มดื่มบ้างก็ต่อเมื่อใช้แก้อาการท้องเดินนานๆครั้ง คนไทยตั้งแต่สมัยโบราณอาจจะมีประสบการณ์จนเกิดเป็นความรู้ว่าไม่ควรบริโภคเปลือกมังคุดเพราะก่อให้เกิดโทษได้ ความจริงทางวิทยาศาสตร์ก็เป็นเช่นนั้น เพราะในเปลือกมังคุดมีสารแทนนินอยู่ในปริมาณมาก หากบริโภคมากเกินไปจะทำให้ท้องผูกและเป็นพิษต่อตับ มีผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและลดการดูดซึมอาหารผ่านกระเพาะ อีกทั้งมีผลงานวิจัยระบุว่า แทนนินเป็นต้นเหตุของการเกิดมะเร็งในร่องแก้มและทางเดินอาหารได้ด้วย นอกจากนี้เปลือกมังคุดยังอาจปนเปื้อนยาฆ่าแมลงที่ใช้ในการพ่นผลมังคุดในระหว่างการปลูกอีกด้วย

คณะนักวิจัยมังคุดของไทยได้เฝ้าติดตามกรณีของน้ำมังคุดที่จำหน่ายอยู่ด้วยความเป็นห่วงว่า สักวันหนึ่งอาจมีผู้บริโภคน้ำมังคุดที่มีส่วนผสมของเปลือกมากเกินไปจนเกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้ ประกอบทั้งมีข่าวเล่ากันว่ามีผู้บริโภคแล้วคันตามตัวบ้าง ท้องผูกบ้าง ท้องเดินบ้าง ดังนั้นในฐานะที่เป็นผู้จุดประกายเกี่ยวกับประโยชน์ของมังคุดจนเกิดผลิตภัณฑ์เหล่านี้ขึ้น คณะนักวิจัยจึงเริ่มตระหนักถึงหน้าที่ที่จะต้องให้ความรู้แก่ผู้บริโภคให้พึงระวังถึงผลข้างเคียงอันอาจจะเกิดขึ้น และในขณะเดียวกันก็ควรที่จะต้องเป็นผู้ให้คำแนะนำว่า ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในลักษณะที่ถูกต้อง มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และไร้ผลข้างเคียง ควรจะเป็นเช่นไร

และในปี 2007 เมื่อราคามังคุดตกต่ำลงจนเกือบไม่คุ้มที่จะเก็บผลจากต้น สร้างความทุกข์ให้แก่ชาวสวนที่เฝ้าฟูมฟักรักษาผลมังคุดมาตลอดปีด้วยกำลังกายและกำลังทรัพย์ คณะนักวิจัยจึงเห็นว่า ถึงเวลาที่จะต้องนำความรู้ ผลงานวิจัย และประสบการณ์เกี่ยวกับมังคุดมาใช้ในการแก้ไขปัญหาชาวสวนพร้อมๆกับการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า มีความปลอดภัยมากกว่าการดื่มน้ำมังคุดผสมเปลือกหลายเท่าตัว

ด้วยเหตุนี้ OPERATION “BIM” จึงเริ่มขึ้นอย่างจริงจังเป็นกระบวนการต่อเนื่องจนประสบความสำเร็จในปัจจุบัน

ข่าวผลงานวิจัยมังคุดทางช่อง 7 สี
วันที่ 11 พฤษภาคม 2552 เวลา 19.30 น.

จากการวิจัยเพิ่มเติมพบว่า การใช้สารจากมังคุดบริโภคเพื่อให้เกิดภูมิสมดุลในร่างกายจะต้องใช้ในปริมาณ มากจึงจะแสดงประสิทธิภาพ และเมื่อใช้ต่อเนื่องเพื่อเสริมสุขภาพในระยะยาวอาจเกิดการสะสมมากจนกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลาง (central nervous system) ได้

คณะนักวิจัยจึงได้ใช้ศาสตร์ของการเสริมฤทธิ์ โดยนำสารธรรมชาติสุดยอดจากผลไม้และธัญพืชหลากชนิดผสมกับสาร GM-1 จนได้ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติสูตรพิเศษ BIM หลังจากการทดสอบจนแน่ใจว่ามีประสิทธิภาพสูง ปลอดภัย และไร้ผลข้างเคียงแล้ว จึงจดทะเบียนกับสำนักงานอาหารและยาเป็นแคปซูลผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร พร้อมทั้งได้จดสิทธิบัตรสูตรไว้ด้วย

ในขณะเดียวกันคณะนักวิจัยได้ใช้ความรู้จากปริมาณสารที่มีอยู่ในแคปซูลผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เป็นหลักในการผลิตน้ำมังคุดสกัดเข้มข้นที่ใช้แล้วได้ผลเช่นเดียวกัน โดยที่ไม่มีการเติมสีสังเคราะห์ ไม่เติมน้ำตาล ไม่มีสารกันบูด ไม่แต่งกลิ่นด้วยสารเคมี ไม่มีส่วนเปลือกซึ่งอาจปนเปื้อนยาฆ่าแมลง ไม่มีแทนนินสีน้ำตาลจากเปลือกในปริมาณมากจนเกิดผลข้างเคียง แต่สามารถช่วยปรับระดับภูมิคุ้มกันในร่างกายให้สมดุล เช่นเดียวกับ ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติสูตรพิเศษ BIM และได้ทำการจดสิทธิบัตรกระบวนการผลิตไว้เมื่อกลางปี 2551 นี้

เพียงในระยะเวลา 1 ปีที่มีผู้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติสูตรพิเศษ BIM โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นแคปซูลเสริมอาหาร ผลที่ได้รับจากการใช้ของผู้บริโภคได้สร้างความพึงพอใจให้แก่ทั้งผู้บริโภคและคณะนักวิจัยอย่างมาก ประสิทธิภาพเอนกอนันต์ที่ได้รับรายงานจากผู้บริโภค และผลที่ได้จากการทดสอบตามหลักวิทยาศาสตร์สากลในห้องปฏิบัติการและในอาสาสมัคร ทำให้เชื่อมั่นได้ว่า OPERATION “BIM” จะเป็นปรากฏการณ์สร้างประโยชน์แก่ประชากรทั่วโลกอย่างสูงยิ่ง และสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยโดยถ้วนหน้า ที่นักวิทยาศาสคร์ของไทยสามารถรวมพลังสติปัญญา ความรู้และประสบการณ์ในการคิด “นอกกรอบ” พัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีคุณภาพเป็นหนึ่งไม่เป็นสองรองใครในโลกแห่งวิทยาการ…