เขียนคอลัมน์นี้มากว่า 2 ปี น่าดีใจที่มีคำถามมากมายส่งมาถึง แสดงว่าผู้หญิงเราหันมาใส่ใจสุขภาพผิวกันมากขึ้นแล้ว หมอก็เลยรวบรวมคำถามจิปาถะมาตอบให้ คราวนี้เลยแล้วกันค่ะ
Q.1 ทำไมสิวชอบขึ้นบริเวณเดิมและทำอย่างไรแผลเป็นจากสิวถึงจะหาย มีวิธีการดูแลผิวอย่างไรบ้างคะ
ก่อนอื่นหมอคงต้องขออธิบายก่อนว่าสิวนั้นเกิดจากอะไรได้บ้างนะคะ
สิวนั้นเกิดจาก ฮอร์โมนที่ชื่อว่า แอนโดรเจน (Androgen) ในร่างกาย (ซึ่งจะมีปริมาณสูงขึ้นหากเครียด พักผ่อนน้อย หรือในช่วงวัยรุ่น และช่วงก่อนมีประจำเดือนของผู้หญิง) ไปกระตุ้นให้ต่อมไขมันที่ผิวหนังผลิตไขมันออกมาในรูขุมขนมากขึ้น ส่งผลให้แบคทีเรียในรูขุมขน (ชื่อว่า Propionebacterium acne) ทำปฏิกิริยากับไขมันนี้เกิดเป็นสารที่ระคายรูขุมขนจนเกิดสิวขึ้น นอกจากนี้หากมีการระคายรูขุมขนจากสิ่งภายนอก เช่น เครื่องสำอาง สารเคมีบางชนิด เช่น คาร์บอน น้ำมัน หรือไอระเหย จากน้ำยาล้างรูป ยาทาบางชนิดที่มีสารสเตียรอยด์ และพันธุกรรมก็สามารถก่อให้เกิดสิวได้ค่ะ
การที่สิวชอบขึ้นบริเวณเดิม ก็เป็นเพราะว่าบริเวณนั้นมีต่อมไขมันที่ไวต่อฮอร์โมนหรือการระคายเคืองจาก ปัจจัยภายนอกมากกว่าปกติค่ะ อาทิเช่น ในช่วงวัยรุ่น สิวมักจะขึ้นบริเวณ T zone เมื่อพ้นวัยรุ่นไปแล้ว หากยังมีสิวอยู่สิวมักจะขึ้นบริเวณ U zone ค่ะ
เมื่อเป็นสิวแล้วหมอมักจะแนะนำว่า “อย่าแกะ อย่าแคะ อย่าเกา” นะคะ เพราะลำพังสิงอักเสบเม็ดโต ๆ เมื่อสิวหาย ก็สามารถก่อให้เกิดแผลเป็นได้อยู่แล้ว หากไปแกะ แคะ เกา อาจทำให้เกิดแผลเป็นมากขึ้น แย่ขึ้นกว่าเก่าได้อีกค่ะ
เมื่อเกิดแผลเป็นแล้วควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันทีนะคะ ในปัจจุบันนี้นอกจากการทายาในกลุ่มกรดวิตามินเอ กรดผลไม้เอเอชเอ บีเอชเอ หรือทั้งทาและรับประทานวิตามินซีแล้ว ยังมีวิวัฒนาการใหม่ ๆ อีกหลายวิธีที่สามารถช่วยให้ แผลเป็นหลุม จากสิวตื้นเติมขึ้นได้เร็ว และมากกว่าการทาหรือทานยาเท่านั้น ซึ่งมักจะเป็น Cocktail Treatment อันประกอบไปด้วย
|
การผลัดเซลล์เก่า เพื่อช่วยให้เซลล์ใหม่ขึ้นมาง่ายและเร็วขึ้น ได้แก่ การทรีตเม้นท์ด้วยเอเอชเอ หรือบีเอชเอ การทำ Microdermabrasion (การผลัดเซลล์โดยใช้เกล็ดอัญมณีหรือหัวเพชร)
การใช้อุปกรณ์บางชนิด เช่น คลื่นเสียง (Phonophoresis) กระแสไฟฟ้า (lontophoresis) แรงดันร่วมกับออกซิเจน ช่วยในการนำกรดวิตามินเอ วิตามินซี ลงสู่ชั้นผิวหนังแท้ได้ดีขึ้น ส่งผลให้มีการสร้างคอลาเจนใหม่มากขึ้น
การใช้ลำแสงเลเซอร์ ซึ่งสามารถจำแนกออกได้เป็นกลุ่มใหญ่ ๆ 2 กลุ่มค่ะ กลุ่มแรกคือชนิดที่ใช้ในการลอกเซลล์ผิวหนังกำพร้าและผิวหน้าแท้ส่วนบนออกไป และรอให้เซลล์ใหม่ขึ้นมาแทนที่ แต่มีข้อเสียคือ จะต้องดูแลรักษาแผลสด ๆ ที่เกิดขึ้นนี้ถึง 2 สัปดาห์กว่าแผลจะแห้งและจะต้องหลีกเลี่ยงแสงแดดอย่างน้อยถึง 3 เดือน เพื่อหลีกเลี่ยงรอยคล้ำอันอาจเกิดขึ้นเมื่อถูกแสงแดด หากเป็นแผลเป็นลึก บางครั้งการรักษาด้วยลำแสงเลเซอร์เพียงครั้งเดียวอาจยังไม่พอ อาจต้องทำซ้ำอีกซึ่งจะเห็นว่าเสียเวลามากในการระมัดระวังดูแลแผลและผิวหลัง การรักษา จึงมีผู้คิดค้น เลเซอร์กลุ่มที่สองขึ้นมา ซึ่งเป็นเลเซอร์ที่ไม่ก่อให้เกิดแผลสด ๆ และไม่ต้องหลีกเลี่ยงแสงแดดมากนัก เลเซอร์บางชนิดในกลุ่มนี้ไม่ก่อให้เกิดการเจ็บเลย แต่อาจต้องเข้ารับการรักษาหลายครั้งเพื่อกระตุ้นให้คอลลาเจนเติมเต็มรอยแผล หลุมนั้น ๆ ได้
แต่หากเป็น แผลเป็นนูน ไม่มาก แพทย์มักจะแนะนำให้ทายาหรือติดซิลิโคน เพื่อช่วยชะลอกการโตและลดขนาดของแผลให้เตี้ยลงได้ แต่ต้องทาวันละ 2 ครั้งหรือแปะเจลนี้ทุกวัน วันละประมาณ8 – 16 ชม. แต่กว่าจะเห็นผลก็ต้องใช้เวลาเป็นเดือนนะคะ นอกจากนี้ยังมีการใช้ยาบางชนิดฉีดเข้าไปที่แผลเป็นนูน ๆ นั้น ๆ เพื่อช่วยให้หายเร็วขึ้น (แต่อาจต้องฉีดหลายครั้ง) หากเป็นแผลเป็นนานมากและแดงมาก อาจพิจารณาใช้ลำแสงเลเซอร์ช่วยในการตัด หรือใช้ลำแสงเลเซอร์ที่ใช้ในการรักษาเส้นเลือดมาช่วยลดขนาดของแผลนูนนี้ได้ เร็วขึ้น ซึ่งก็ต้องใช้จำนวนครั้งหลายครั้งและเวลานานทีเดียวกว่าแผลนูนจะยุบลงจนน่า พอใจ
ดังนั้นหากรู้จักดูแลรักษาผิวให้ดีตลอดเวลาก็จะช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดสิว หรือรอยแผลเป็นดีกว่า ลองปฏิบัติตามนี้สิคะ…
ล้างเครื่องสำอางออกให้สะอาดหมดจดจากผิวหน้าทุกวัน
ทาครีมบำรุงชนิดออยล์ฟรี (หากต้องการทา)
ทากันแดด SPF 15 ขึ้นไป และเป็นชนิดออยล์ฟรีได้ยิ่งดี
รองพื้นและแป้งให้ใช้ชนิดออยล์ฟรีหมดเลยนะคะ
รับ ประทานผักสด ผลไม้และดื่มน้ำให้มากขึ้น หลีกเลี่ยงอาหารเสริมบางชนิด เช่น วิตามินบี 1 บี 6 บี 12 หรืออาหารบางชนิด เช่น ช็อกโกแลต เป็นต้นค่ะ
ออกกำลังกายสม่ำเสมอจะทำให้เอ็นดอร์ฟีนหลั่ง ส่งผลให้จิตใจสบาย ไม่เครียด สิวก็จะไม่ค่อยเกิดค่ะ
พัก ผ่อนให้เพียงพอประมาณ 6 – 8 ชั่วโมงต่อวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรนอนให้ตื่นก่อน 8.00 น. เพราะเป็นช่วงที่ฮอร์โมนความครียดมีระดับสูงสุดในร่างกาย ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดสิวมากขึ้นได้
ท้ายสุดนี้คือ “อย่าแกะ อย่าแคะ อย่าเกา” นะคะ ไม่ว่าที่สิวหรือแผลเป็นสิวก็ตาม
Q.2 อยากทราบว่ากระเนื้อเกิดจากอะไร จะมีวิธีจัดการอย่างไรได้บ้างคะ
กระเนื้อนั้นสามารถเกิดได้จาก พันธุกรรม แสงแดด โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากฮอร์โมน เช่น ในช่วงตั้งครรภ์ หรือการทานยาคุมกำเนิด ทำให้ผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้นจึงเกิดกระเพิ่มขึ้น
วิธีการรักษานั้น หากเป็นจุดกระเนื้อเล็ก ๆ ก็สามารถใช้สารเคมีที่เป็นกรดเคมีชื่อว่ากรด Trichloroacetic มาแต้มให้ตกสะเก็ดอกไป หายได้ภายใน 1 – 2 ครั้ง (แต่ละครั้งห่างกันประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ค่ะ) แต่หากเป็นเม็ดโตอาจต้องใช้ลำแสงเลเซอร์ช่วยในการกำจัดเนื้อออก ซึ่งหลังการรักษานั้นอาจจะมีแผลสด ๆ หรือแผลไหม้ ๆ ตกสะเก็ดเกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับชนิดของเลเซอร์ที่เลือกใช้ค่ะ
การป้องกันฝ้านั้นเป็นสิ่งสำคัญมากทีเดียว ควรป้องกันโดยทากันแดดที่มีค่า SPF อย่างน้อย 15 ขึ้นไป ทุกวันให้เป็นกิจวัตรและควรทาอย่างน้อย 15 นาที แล้วจึงค่อยออกนอกบ้าน และหากจะทาให้ครอบคลุมในบริเวณทั่วหน้าได้นั้น ควรทาปริมาณเท่ากับ 1 ข้อนิ้วมือ แต่การทาอย่างนั้นจะทำให้รู้สึกหน้ามันมาก จึงควรแบ่งทาทีละครึ่งข้อนิ้วมือ ห่างกัน 5 – 10 นาที
และหากจะออกนอกบ้านโดยเฉพาะเวลา 10.00 – 16.00 น. ควรกางร่มหรือสวมหมวกปีกกว้างด้วยนะคะ
ที่มา: woman sanook
|