ส้มแขกกับการลดน้ำหนัก
การ ลดความอ้วน หรือการขจัดไขมันส่วนเกินจากร่างกาย เป็นสิ่งที่กระทำให้สำเร็จได้ยาก ในโลกแห่งเทคโนโลยี และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เราพบว่า อัตราการป่วย และอัตราการตายด้วยโรคหัวใจขาดเลือด มีแนวโน้มลดลง แต่ปัญหาโรคอ้วนกำลังเพิ่มขึ้น ทั้งในประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนา ยาที่ใช้ลดน้ำหนักที่มีความปลอดภัย มีน้อยมาก มีผลข้างเคียงสูง และได้ผลในระยะเวลาจำกัด ทั้งยังทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเมื่อหยุดยา สิ่งเหล่านี้ทำให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์อื่น ที่มีการกล่าวอ้างสรรพคุณในการลดน้ำหนัก ยังเป็นความหวังของผู้ประสงค์จะลดน้ำหนัก และเป็นผลิตภัณฑ์ ที่ได้รับความนิยมอย่างยิ่ง สำหรับสารสกัดจากส้มแขก นับเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่ง ที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน ทั้งในการใช้อย่างเดียว หรือใช้ผสมกับสารอื่น เช่น chitosan และโครเมียม จากการที่มีผู้พบฤทธิ์ของ α - hydroxycitric acid ซึ่งเป็นสารสำคัญในส้มแขก ในการยับยั้งเอนไซม์ ATP citrate lyase ตั้งแต่ปี ค.ศ.1969 เอนไซม์ตัวนี้ ทำหน้าที่เปลี่ยน citrate ไปเป็น acetyl CoA ซึ่งนำไปใช้สร้างกรดไขมัน จึงเชื่อกันว่าสารสกัดส้มแขก สามารถยับยั้งกระบวนการสร้างกรดไขมันของร่างกาย และนำไปสู่การลดเนื้อเยื่อไขมัน และการลดน้ำหนักได้ บทความนี้ ประสงค์จะพิจารณาถึงประสิทธิภาพ (efficacy) ของสารสกัดจากส้มแขก ในการลดน้ำหนัก และเนื้อเยื่อไขมันในร่างกาย
คำจำกัดความ
ส้มแขก มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Garcinia cambogia และชื่อสามัญคือ Malabar Tamarind เป็นพืชที่ขึ้นอยู่ทางฝั่งตะวันตกของอินเดียตอนใต้ ชาวอินเดียใช้ประกอบอาหารกันมาแต่โบราณ สารสำคัญจากผลและเปลือกของส้มแขก คือ α - hydroxycitric acid หรือเรียกย่อ ๆ ว่า HCA ส้มแขกในประเทศไทย มีชื่อว่า Garcinia atroviridis มีปริมาณ α - hydroxycitric acid อยู่มากเช่นกัน
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
การค้นคว้าฐาน ข้อมูลโดยใช้ Keyword “Garcinia cambogia” ใน Medline จะได้งานวิจัยเพียง 1 เรื่องเท่านั้น ดังนั้น ผู้ที่สนใจค้นคว้าเกี่ยวกับส้มแขกควรเพิ่ม search term อื่น ๆ ได้แก่ hydroxycitric acid และ hydroxycitrate
ผลการวิจัยในสัตว์ทดลอง
ใน ปี 1969 Watson และคณะค้นพบฤทธิ์ของ α - hydroxycitric acid ในการยับยั้งเอนไซม์ ATP citrate lyase ที่ทำหน้าที่เปลี่ยน citrate ไปเป็น acetyl CoA ซึ่งเป็นสารที่จะนำไปใช้ในการสร้างกรดไขมันต่อไป α - hydroxycitric acid เป็น powerful competitive inhibitor กับ citrate ในเวลาต่อมามีรายงานจากการศึกษาในสัตว์ทดลองว่า α - hydroxycitric acid สามารถยับยั้งการสังเคราะห์กรดไขมัน เพิ่มอัตราการสังเคราะห์ glycogen ตับ ลดปริมาณอาหารที่สัตว์ทดลองกิน รวมทั้งลดน้ำหนักตัวได้ด้วย
การศึกษาทางคลินิก
เป็นที่น่าสังเกตว่า งานวิจัยทางคลินิกเพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพของสารสกัดส้มแขกมีน้อยมาก ทั้งที่ผลทางชีวเคมีของ α - hydroxycitric acid นั้น เป็นที่ทราบกันมา 30 ปีแล้ว จากการทบทวนเอกสารงานวิจัยทางคลินิกเกี่ยวกับส้มแขก พบเพียง 8 เรื่อง ในจำนวนนี้ มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารที่เป็น peer-reviewed และเป็นงานวิจัยที่มี study design ที่มีน้ำหนักพอที่จะเชื่อถือได้ เพียงเรื่องเดียว ซึ่งตรงกับที่ค้นได้จาก Medline งานวิจัยเรื่องนี้เป็นผลการศึกษาของ Dr.Steven Heymsfield ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ประจำที่ Obesity Research Conter, Columbia university Dr.Heymsfield เป็นนักวิชาการ ที่มีงานวิจัยมาก และค้นคว้าเกี่ยวกับการวัดปริมาณองค์ประกอบของร่างกาย โดยใช้อุปกรณ์ที่มีความไวสูง ปัจจุบันท่านเป็นที่ปรึกษาของ Board of Directors of American Society of Parenteral and Enteral Nutrition (ASPEN)
ประสิทธิภาพในการลดน้ำหนัก
จากการวิจัยของ Heymsfield และคณะในปี 1998 ซึ่งเป็น randomized double blind placebo-controlled trial ที่มีจำนวนกลุ่มตัวอย่าง (ที่ completing trial) 84 คน เป็นกลุ่มทดลอง 42 คน และกลุ่มยาหลอก 42 คน ทั้ง 2 กลุ่ม รับประทานอาหารที่มีกากใยสูงและมีพลังงานต่ำ พบว่ากลุ่มที่ได้รับสารสกัดส้มแขก 1500 มิลลิกรัมของ α - hydroxycitric acid ต่อวัน เป็นเวลา 12 สัปดาห์ มีน้ำหนักตัวไม่แตกต่างจากกลุ่มที่ได้รับยาหลอก คือ น้ำหนักลดลง 3.2 + 3.3 และ 4.1 + 3.9 กิโลกรัม ตามลำดับ (p = 0.14) ปริมาณไขมันในร่างกายที่ลดลงทั้ง 2 กลุ่มก็ไม่แตกต่างทางสถิติ คือ 1.44 + 2.15% และ 2.16 + 2.06% ตามลำดับ (p = 0.08) สำหรับงานวิจัยทางคลินิกอื่น ๆ ที่มีอยู่ เป็นงานวิจัยจากผู้ผลิตหรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์ส้มแขกบ้าง บางงานวิจัยไม่มีกลุ่มควบคุม หลายงานวิจัยเป็นเพียงบทคัดย่อ ซึ่งยังไม่ผ่าน peer-reviewed บางงานวิจัยใช้สาร ที่ทำการทดลองอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น คาเฟอีน จึงทำให้แปลผลยาก บางรายงานไม่มีค่า standard deviation และไม่มีผลการคำนวณทางสถิติ งานวิจัยเหล่านี้ จึงไม่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอ จากรายงานของ Heymsfield และคณะ (1998) ซึ่งแสดงว่าสารสกัดส้มแขก ไม่มีผลลดน้ำหนัก หรือเนื้อเยื่อไขมันในร่างกาย ที่แตกต่างจากกลุ่มที่ได้รับยาหลอก จึงขัดแย้งกับผลที่พบในสัตว์ทดลอง เหตุผลประการหนึ่งที่ใช้อธิบายความแตกต่างนี้ ถ้าพิจารณาจากเมตาบอลิสมของสัตว์ทดลอง เช่น หนูขาวหรือไก่ ซึ่งร่างกายมีการสังเคราะห์กรดไขมันจาก citrate และ pathway นี้มีความสำคัญต่อสัตว์เหล่านี้ แต่ในคนความสำคัญของ pathway นี้น้อยลง ไขมันในอาหาร สามารถยับยั้งกระบวนการสังเคราะห์กรดไขมันในร่างกายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าบริโภคไขมันมากกว่า 10% ของพลังงานทั้งหมดที่ได้รับ ร่างกายมนุษย์จะเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตไปเป็นกรดไขมันน้อยมาก คนทั่วไป บริโภคไขมันประมาณ 20-35% ของพลังงานทั้งหมด จึงทำให้ความจำเป็นที่จะต้องสังเคราะห์กรดไขมันขึ้นเองมีน้อย
ผลข้างเคียง
จากการศึกษาของ Heymsfield และคณะ (1998) พบว่าผลข้างเคียงของกลุ่มที่ได้รับสารสกัดส้มแขก ไม่แตกต่างจากกลุ่มที่ได้รับยาหลอก โดยการวัดจำนวนครั้ง ของอาการผิดปกติ นอกจากนั้นระดับกลูโคส อินซูลิน ไตรกลีเซอไรด์ ในเลือดของทั้ง 2 กลุ่มไม่แตกต่างกัน (personal communication) อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบผลข้างเคียงดังกล่าวทำในช่วงเวลา 12 สัปดาห์ การใช้สารสกัดส้มแขกในระยะเวลาที่ยาวนานกว่านี้ ยังไม่มีรายงานว่าจะมีผลข้างเคียงหรือไม่ จึงยังสรุปไม่ได้ในขณะนี้
สรุป
สารสกัด จากส้มแขกมี α - hydroxycitric acid เป็นสารสำคัญ ซึ่งออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ ATP citrate lyase การวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่า สารสกัดจากส้มแขก สามารถลดการสังเคราะห์กรดไขมัน เพิ่มการสังเคราะห์ glycogen ลดปริมาณอาหารที่บริโภค และลดน้ำหนักได้ ผลการศึกษาทางคลินิกในคน มีเพียงรายงานเดียวที่มีความน่าเชื่อถือ โดยพบว่าการให้สารสกัดส้มแขก ไม่ทำให้น้ำหนักตัวหรือไขมันในร่างกายลดลงในคน อาจเนื่องจาก pathway การสังเคราะห์กรดไขมัน ไม่ค่อยมีความสำคัญในคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริโภคไขมันมากกว่า 10% ของพลังงานทั้งหมด จะพบว่าการเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตไปเป็นกรดไขมัน เกิดขึ้นน้อยมาก